เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น อำนาจซื้อที่หายไปไปอยู่ที่ใคร
ใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 1.95% ณ 2026-07 คำนวณกับหนี้รัฐบาลกลาง 11.21 ล้านล้านบาทและหนี้ครัวเรือน 16.60 ล้านล้านบาท เพื่อดูว่าภาระหนี้ที่เป็นตัวเงินลดลงเท่าใด และข้อจำกัดของการคำนวณนี้
ราคาสินค้าสูงขึ้นทุกปี อำนาจซื้อของเงินสดจึงลดลงทุกปี คำถามที่ตามมาคืออำนาจซื้อที่หายไปนั้นไปอยู่ที่ใคร บทความนี้คำนวณอีกด้านของสมการด้วยสถิติทางการของไทย และระบุขอบเขตที่การคำนวณนี้ตอบได้
ราคาที่สูงขึ้นส่งผลต่อสองฝ่ายใดพร้อมกัน
เงินต้นที่เป็นตัวเงินไม่เปลี่ยนตามราคาสินค้า เงินฝาก 1 ล้านบาทและเงินกู้ 1 ล้านบาท หลังราคาสินค้าสูงขึ้น 1.95% ยอดตามบัญชียังเป็น 1 ล้านบาททั้งคู่ แต่ความหมายเปลี่ยนไปพร้อมกัน เงินฝากซื้อของได้น้อยลง ขณะที่เงินกู้เบาลงเมื่อเทียบกับรายได้
อำนาจซื้อที่ลดลงจึงไม่ได้หายไป แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือสินทรัพย์ที่เป็นตัวเงินกับผู้มีหนี้ที่เป็นตัวเงิน การจะรู้ว่าตนอยู่ฝ่ายใด ต้องดูเงินสดและเงินฝากหักด้วยยอดหนี้ ไม่ใช่ดูรายการใดรายการเดียว
สำนักงานสถิติแห่งชาติ; BIS · BIS · Total credit statistics
ตัวเลขของไทยเป็นเท่าใด
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย เทียบปีต่อปี ณ 2026-07 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ; BIS, ปีฐาน 2010=100)
ตัวเลขของไทยเป็นเท่าใด
- หนี้รัฐบาลกลาง
- ยอดคงค้าง
- 11.21 ล้านล้านบาท
- ช่วงเวลาที่สังเกต
- 2025-Q4
- ภาระที่แท้จริงลดลงตาม 1.95%
- ประมาณ 218.6 พันล้านบาท
- หนี้ครัวเรือน
- ยอดคงค้าง
- 16.60 ล้านล้านบาท
- ช่วงเวลาที่สังเกต
- 2025-Q4
- ภาระที่แท้จริงลดลงตาม 1.95%
- ประมาณ 323.6 พันล้านบาท
- รวม
- ยอดคงค้าง
- —
- ช่วงเวลาที่สังเกต
- —
- ภาระที่แท้จริงลดลงตาม 1.95%
- ประมาณ 542.2 พันล้านบาท
คัดเลือกบางรายการจากตารางด้านล่าง วันที่อ้างอิง หน่วย นิยาม และข้อจำกัดยังคงเป็นไปตามตารางและเนื้อหาเดิม
| รายการ | ยอดคงค้าง | ช่วงเวลาที่สังเกต | ภาระที่แท้จริงลดลงตาม 1.95% |
|---|---|---|---|
| หนี้รัฐบาลกลาง | 11.21 ล้านล้านบาท | 2025-Q4 | ประมาณ 218.6 พันล้านบาท |
| หนี้ครัวเรือน | 16.60 ล้านล้านบาท | 2025-Q4 | ประมาณ 323.6 พันล้านบาท |
| รวม | — | — | ประมาณ 542.2 พันล้านบาท |
จุดที่ต่างจากหลายประเทศคือลำดับ หนี้ครัวเรือนของไทยมากกว่าหนี้รัฐบาลกลางราว 1.5 เท่า ดังนั้นในเชิงจำนวน ภาคที่ภาระลดลงมากที่สุดเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นคือภาคครัวเรือน ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง ณ 2026-07 อยู่ที่ 28.12 ล้านล้านบาท หนี้รัฐบาลกลางเท่ากับ 39.9% ของจำนวนนี้ และหนี้ครัวเรือนเท่ากับ 59.0%
ส่วนต่างระหว่าง M2 กับ CPI บอกอะไร
ระหว่าง 2016-07 ถึง 2026-07 ปริมาณเงินตามความหมายกว้างเพิ่มขึ้น 1.580 เท่า ขณะที่ CPI เพิ่มขึ้น 1.126 เท่า ส่วนต่างนี้ไม่สามารถอ่านเป็นจำนวนเงินที่ไหลเข้าตลาดสินทรัพย์ และไม่สามารถนำสองตัวเลขมาหักกันเป็น “เงินเฟ้อที่แท้จริง” ตัวเดียวได้ M2 วัดยอดคงค้างของปริมาณเงิน CPI วัดราคาของตะกร้าสินค้าที่กำหนดไว้
ข้อจำกัดของการคำนวณนี้ ตัวเลขในตารางเกิดจากการนำอัตราปีต่อปีเพียงค่าเดียวไปคูณกับยอดคงค้าง ช่วงเวลาที่สังเกตไม่ตรงกัน (หนี้เป็นข้อมูล 2025-Q4 ส่วน CPI เป็น 2026-07) ชุดข้อมูลปริมาณเงินที่ใช้คือ Broad Money (1+2) ของ ธปท. ซึ่งไม่ใช่ชุด M2 เดิม และข้อมูลหนี้มาจากสถิติสินเชื่อรวมของ BIS ซึ่งขอบเขตต่างจากตัวเลขหนี้สาธารณะของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ จำนวนในตารางไม่สามารถนำมาบวกลบเป็นยอดสุทธิ และไม่ใช่การปิดบัญชีการโอนความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจริง
จะใช้ผลลัพธ์นี้อย่างไร
เริ่มจากฐานะสุทธิของตนเอง คือเงินสดและเงินฝากหักด้วยยอดหนี้ แล้วเลือกเกณฑ์ให้ตรงกับคำถาม หากต้องการดูภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน CPI ใกล้เคียงกว่า หากต้องการดูสัดส่วนของจำนวนเงินต่อปริมาณเงินทั้งระบบ ให้ใช้อัตราส่วน M2 สองเกณฑ์ให้คำตอบต่างกันเพราะวัดสิ่งต่างกัน ไม่ใช่เพราะเกณฑ์ใดผิด
เว็บไซต์นี้ไม่พยากรณ์ราคาสินค้าและไม่แนะนำสินทรัพย์ใด สิ่งที่ทำได้คือใส่จำนวนเงินและช่วงเวลาของตนเองลงในเครื่องคำนวณ
คำถามที่พบบ่อย
อำนาจซื้อที่หายไปจากเงินฝากของผมไปอยู่ที่ใคร
ไม่มีผู้รับรายใดรายหนึ่ง ราคาที่สูงขึ้นลดมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่เป็นตัวเงินและลดภาระที่แท้จริงของหนี้ที่เป็นตัวเงินในสัดส่วนเดียวกัน ผู้ฝากเงินและผู้กู้จึงได้รับผลในทิศทางตรงกันข้าม นี่เป็นความสัมพันธ์ทางบัญชี ไม่ใช่รายรับของหน่วยงานใด
ในไทยใครได้ประโยชน์มากที่สุดในเชิงจำนวน
ภาคครัวเรือน เพราะหนี้ครัวเรือน 16.60 ล้านล้านบาท มากกว่าหนี้รัฐบาลกลาง 11.21 ล้านล้านบาท (ทั้งสองรายการ ณ 2025-Q4) แต่ครัวเรือนก็ถือเงินฝากด้วย ผลสุทธิของแต่ละครัวเรือนขึ้นอยู่กับเงินฝากหักด้วยยอดหนี้ของตนเอง
ทำไม M2 กับ CPI ให้ตัวเลขต่างกัน
เพราะวัดสิ่งที่ต่างกัน ระหว่าง 2016-07 ถึง 2026-07 ปริมาณเงินตามความหมายกว้างของไทยเพิ่มขึ้น 1.580 เท่า ขณะที่ CPI เพิ่มขึ้น 1.126 เท่า ส่วนต่างนี้ไม่สามารถตีความว่าเป็นจำนวนเงินที่ไหลเข้าตลาดสินทรัพย์ได้